จงให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้าเราเสมอ
ท่านประธานใหญ่ นิคเคียว นิวาโนะ
ผู้ก่อตั้งริชโชโคเซไก
.jpg)
พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้บรรลุภูมิปัญญาอันสูงสุด ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นผู้เจริญรอยตามพระองค์ การมุ่งมั่นศึกษาพระสัทธรรมปุณฑรีกสูตร จึงถือเป็นก้าวแรกในการเข้าใกล้ “พระปัญญา” ของพระองค์ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “จิตใจที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา” คำว่า “เมตตา” ในที่นี้ หมายถึงความรักอันกว้างใหญ่ไพศาลต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย การมีความรักอันกว้างใหญ่นี้ ก็คือการมีชีวิตอยู่ตามพระโพธิปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์นั่นเอง
ทว่า ความรักเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แม้เราจะคิดว่า “อยากจะรักทุกคน” แต่เราก็ไม่สามารถเกิดความรักต่อทุกคนที่พบเจอได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเริ่มจากการให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นอันดับแรก โดยให้เราใส่ใจคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยว่าเขามีความสุขดีหรือไม่ และเมื่อเรารู้สึกว่าเขาไม่มีความสุข หากเราเข้าใจและเห็นอกเห็นใจว่าเขากำลังทุกข์ใจเรื่องใด ความรู้สึกที่ว่า “อยากจะช่วยปลดปล่อยเขาจากความทุกข์ให้ได้” ก็จะพรั่งพรูออกมา ซึ่งสิ่งนี้เองคือจิตใจแห่ง “กรุณา”
แม้เราจะมีความตั้งใจว่า “อยากจะช่วยขจัดความทุกข์” แต่การจะช่วยคนๆ หนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างไรก็ตาม ขั้นแรกคือการพยายามสร้าง “จิตใจที่รับรู้และรู้สึกถึงความทุกข์ของผู้อื่นเสมือนเป็นความทุกข์ของตน” ซึ่งก็คือจิตใจแห่ง “การมีอารมณ์ร่วมและรับรู้ถึงความทุกข์ร่วมกัน” (เคียวกัน โดคุ)
ดังเช่นบทกวี “อาเมะ นิโมะ มาเคซุ” (ไม่ยอมแพ้กระแสฝน) ของ เคนจิ มิยาซาวะ ที่กล่าวไว้ว่า
“หากทิศใต้มีผู้ใกล้วายชีวา
จักไปหา กล่าวปลอบโยนให้คลายความหวาดกลัว
หากทิศเหนือมีการวิวาทหรือฟ้องร้อง
ก็จักต้องไปปรามว่า หามีประโยชน์อันใดไม่
ยามภัยแล้ง จักหลั่งน้ำตา
ยามถึงคราเหน็บหนาวในหน้าร้อน จักเดินพล่าน”
เราทำได้เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว เพราะนี่คือภาพสะท้อนของ “พระโพธิสัตว์ผู้เป็นปุถุชน” (ปุถุชนผู้ดำเนินตามวิถีแห่งโพธิสัตว์)
คนที่มาปรากฏต่อหน้าเรานั้น ย่อมมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งเชื่อมโยงกับเราอยู่ ดังนั้น การมอบความช่วยเหลือให้แก่เขาจึงเป็นหน้าที่ของเรา ขอจงอย่าได้คิดเด็ดขาดว่า “คนๆ นี้คงเกินเยียวยาแล้ว” แม้แต่พระพุทธองค์ก็มิเคยคิดเช่นนั้น ดังเช่นกรณีของพระจูฬปันถกเถระ ผู้ซึ่งแม้แต่ชื่อของตัวเองก็ยังจำไม่ได้ แต่พระองค์ก็ทรงมอบไม้กวาดให้ท่านทำความสะอาดวิหาร จนในที่สุดท่านก็สามารถบรรลุธรรมได้
ในโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้ เพราะทุกคนต่างมีทรัพย์อันประเสริฐที่เรียกว่า “พุทธภาวะ” อยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคนที่โชคร้ายเพียงใด หรือคนที่ปักใจเชื่อว่า “ตัวเองไม่ได้เรื่อง” ก็ตาม หากได้ตื่นรู้ถึง “พุทธภาวะ” ที่มีอยู่เดิมในตนเอง และได้สัมผัสกับความสุขของการมีชีวิตอยู่ ศักยภาพเฉพาะตัวของคนๆ นั้นก็จะเริ่มผลิบานออกมา
การที่เราพูดอยู่เสมอจนติดปากว่า “ให้คนๆ หนึ่งช่วยนำทางแก่อีกคนหนึ่ง” ก็มีความหมายในลักษณะนี้เอง เพราะนั่นคือการช่วยแบ่งเบาพระราชกิจของพระพุทธองค์ในการช่วยสรรพสัตว์ทั้งปวง จึงกล่าวได้ว่านี่คือเส้นทางอันสูงสุดในการมีชีวิตอยู่ตามพระโพธิปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์
รวมเล่มโอวาทจากท่านประธานใหญ่นิคเคียว นิวาโนะ
“ผลิเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ『菩提の萌を発さしむ』หน้า 103-105