บทที่ 2 เพื่อเชื่อมโยงกับผู้คน การมีชีวิตอยู่ตามพระโพธิปณิธานของพระพุทธเจ้า
Rev. Nikkyo Niwano
Founder, Rissho Kosei-kai

ปรารถนาจะเป็นดังเช่นพระพุทธเจ้า
พวกเรายึดมั่นและศรัทธาในคำสอนของพระสัทธรรมปุณฑรีกสูตร พร้อมทั้งได้ปฏิบัติบำเพ็ญตนตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ทีละเล็กทีละน้อย นั่นหมายความว่าพวกเรากำลังก้าวเดินอยู่บนวิถีแห่งพุทธะ หรือเส้นทางสู่การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นการก้าวทีละก้าวก็ตาม
แน่นอนว่า “การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า” ไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าแทนที่เราจะไปคิดให้มันซับซ้อนยุ่งยาก ข้าพเจ้ามองว่าควรคิดในมุมที่ช่วยให้เรานำไปปฏิบัติจริงได้ง่ายขึ้นน่าจะดีกว่า
คำว่า “พุทธะ” แต่เดิมมีความหมายว่า “ผู้ตื่น” หมายถึงผู้ที่มีดวงตาอันแจ่มแจ้ง สามารถมองเห็นสภาวะความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงที่เกิดขึ้นในโลก รวมถึงการทำงานของจิตใจเราทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยไม่มีความขุ่นมัวเลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน พวกเรามักจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงได้ และไม่สามารถรักษาจิตใจของตนเองให้เที่ยงตรงได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ การดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระพุทธองค์เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ผู้ตื่น” จึงเป็นการบำเพ็ญตนตามแนวทางพระโพธิสัตว์ อันเป็นวิถีของพระพุทธเจ้า
ในพระสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตั้งพระโพธิปณิธานไว้ว่า “เดิมทีเราได้ตั้งมหาปณิธานไว้ว่า จักทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้เสมอด้วยเรา ให้มีความเท่าเทียม มิให้มีความต่าง”
นั่นคือ พระองค์ทรงปรารถนาให้มนุษย์ทุกคนได้บรรลุถึงสภาวะที่เปี่ยมด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งและพระเมตตาเช่นเดียวกับพระองค์ แล้วเราควรจะรับรู้และเข้าใจในพระโพธิปณิธานของพระพุทธองค์นี้อย่างไรดี?
เมื่อได้ฟังสิ่งที่พระองค์ดำรัสเช่นนี้ หลายคนอาจปฏิเสธขึ้นมาในใจทันทีว่า “ถึงพระองค์จะตรัสอย่างนั้น แต่คนอย่างเรา ๆ คงไม่มีทางเป็นเหมือนพระพุทธเจ้าได้หรอก” ทว่าสำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ารับรู้ด้วยจิตใจที่ซื่อตรงว่า “ในเมื่อพระพุทธองค์ทรงยืนยันและยื่นพระประทานความช่วยเหลือเราแล้ว ตัวเราเองก็ต้องกลายเป็น ‘ผู้ตื่น’ ได้อย่างแน่นอน” การมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังและความซาบซาบซึ้งใจเช่นนี้ ย่อมทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมาก และสามารถดำเนินชีวิตไปได้โดยไม่หลงทาง
มนุษย์เรามักจะคิดว่าชีวิตนี้มีเพียงแค่ชาตินี้เท่านั้น จึงดิ้นรนแสวงหาแต่ความสุขสบายตรงหน้า ทว่าต่อให้เป็นผู้ที่มีพร้อมด้วยวัตถุมากเพียงใด ก็ไม่สามารถหลีกหนี “ทุกข์ 4 ประการ” คือ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย ได้เลย นอกจากนี้ ยังมีทุกข์ทางใจที่ติดตามเราไปเป็นเงาตามตัว เช่น ทุกข์จากการต้องสูญเสียสิ่งหรือคนที่รัก (อัปปิเยหิ วิปปโยโค ทุกโข) หรือทุกข์จากการต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่ชอบ (อปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข)
ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตของพวกเราไม่ได้จบลงเพียงแค่ชาตินี้ ดังนั้น หากเราได้ปฏิบัติบำเพ็ญตนตามแนวทางของพระโพธิสัตว์แม้เพียงเล็กน้อยในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ อานิสงส์แห่งบุญกุศลนั้นจะช่วยให้เราค่อยๆ ละวางความยึดติดในความสุขของตนเองลงได้ในแต่ละชาติที่เกิดใหม่ และเข้าใกล้การมีจิตใจที่กว้างใหญ่ ซึ่งสามารถคิดถึงความสุขของคนรอบข้างได้มากยิ่งขึ้น
งนั้น การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตั้งมหาปณิธานไว้ว่า “จักทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เสมอด้วยเรา ให้มีความเท่าเทียม มิให้มีความต่าง” จึงเป็นการยืนยันว่า พวกเราทุกคนต่างมีศักยภาพและคุณสมบัติในตนเองที่จะเข้าถึงสภาวะแห่งการเป็น “ผู้ตื่น” ได้เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ได้อย่างแน่นอน
Bodai no me o okosashimu (Kosei Publishing, 2018), pp. 108-110